smartzoo logo
Switch Language
header menu
header menu
นกฟลามิงโก้เล็ก
facebook-share-count

0

x-share-count

0

line-share-count

1

google-calendar

นกฟลามิงโก้เล็ก
Lesser Flamingo


 ข้อมูลสัตว์ 


ชื่อภาษาไทย: นกฟลามิงโก้เล็ก

ชื่อภาษาอังกฤษ: Lesser Flamingo

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Phoeniconaias minor


 อายุเฉลี่ย 


28–44 ปี


 ขนาดและน้ำหนัก 


ตัวผู้โตเต็มวัยมีน้ำหนักเฉลี่ย 1.7 กิโลกรัม ตัวเมียโตเต็มวัยมีน้ำหนักเฉลี่ย 1.5 กิโลกรัม


 สถานที่เข้าชม


สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

สวนสัตว์เชียงใหม่
สวนสัตว์นครราชสีมา

จำนวนปัจจุบันในสวนสัตว์ (7 แห่ง)
เพศผู้
3
เพศเมีย
0
ไม่ระบุเพศ
0

ฟลามิงโก้เล็ก นกชมพู ตัวโย่ง ขายาว 

นกฟลามิงโก้เล็ก นกเจ้าสังคม ขายาว คอยาว ขนสีชมพูสด ชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ หากินโดยใช้ปากรูปช้อน ตักเอาอาหาร และน้ำเข้าปาก แม้ตัวจะเล็กกว่านกฟลามิงโก้ใหญ่ แต่ก็บินได้ไกล และมักบินกันในเวลากลางคืน 




 สิ่งที่น่าสนใจ


ลักษณะเด่น :

นกฟลามิงโก้เล็กมีลักษณะภายนอกคล้ายกับนกฟลามิงโก้ใหญ่ คือมีขาและคอที่ยาว ลำตัวมีขนสีชมพู และสีแดงสด แซมที่ปลายปีก ขาและเท้าเป็นสีชมพูเข้ม มีปากสีแดงโค้งลักษณะคล้ายกับช้อน เพื่อใช้สำหรับตักน้ำและอาหารเข้าปาก ปลายปากมีสีดำคล้ำ 

นกฟลามิงโก้เล็กนั้นเป็นสัตว์สังคม ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่นับพันตัว และอาจพบได้มากถึงหลักล้านตัวในหนึ่งฝูง พบได้ตามแหล่งน้ำตื้นที่มีขนาดใหญ่และมีพื้นที่เป็นโคลน หรือตามเกาะกลางทะเลสาบ เช่นเดียวกับนกฟลามิงโก้ใหญ่

นอกจากอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่แล้ว นกฟลามิงโก้เล็กยังเดินทางพร้อมกันเป็นฝูงเพื่อหาอาหารด้วยเช่นกัน เวลากินอาหารจะใช้จะงอยปากจุ่มลงไปในน้ำ และใช้ปากที่มีลักษณะคล้ายตัวกรองในการช้อนเอาอาหารขึ้นมา และแยกน้ำ ออกจากอาหาร โดยนกฟลามิงโก้จะไม่มีฟันเหมือนมนุษย์ แต่จะมีแผ่นขรุขระที่เรียกว่า 'Lamellae' ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฟัน อยู่บริเวณขอบด้านในของจะงอยปาก ซึ่งแผ่นขรุขระนี้เอง ที่ช่วยให้นกฟลามิงโก้กรองอาหารจากน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ลักษณะทางร่างกายและพฤติกรรมของนกฟลามิงโก้เล็ก จะมีความละม้ายคล้ายคลึงกับนกฟลามิงโก้ใหญ่ แต่สิ่งที่แยกพวกมันออกจากกันก็คือขนาดของลำตัวที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยนกฟลามิงโก้ใหญ่ จะมีขนาดความสูงของลำตัวอยู่ที่ประมาณ 80–150 เซนติเมตร แต่นกฟลามิงโก้เล็ก มีขนาดความสูงแค่ประมาณ 90–125 เซนติเมตร เท่านั้น

 

อาหาร : 

            อาหารหลักของนกฟลามิงโก้เล็ก คือพืชหรือสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ลูกกุ้ง แพลงตอน ไรน้ำ รวมถึงสาหร่ายบางชนิด ส่วนในสวนสัตว์นกฟลามิงโก้ใหญ่อาจได้รับอาหารเสริมเพื่อรักษาสุขภาพและสีสันของนกเพิ่มด้วย

 

ถิ่นที่อยู่อาศัย :

            อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ตามแหล่งน้ำที่นิ่งและมีตะกอนมาก เช่น บึงหรือปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นที่สะสมของดิน และอินทรีย์ เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของนกฟลามิงโก้ เพราะมีอาหารเพียงพอ และเหมาะสมที่จะสร้าง รังได้ อย่างปลอดภัย โดยจะพบได้ทางตอนใต้และตะวันออกของทวีปแอฟริกา มาดากัสกา และทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของอินเดีย

 

การขยายพันธุ์ : 

ตัวเมียจะใช้ดินโคลนในการทำรัง โดยทำรังบริเวณพื้นดิน และวางไข่ครั้งละ 1 ฟอง ตัวผู้และตัวเมียช่วยกันฟักไข่ โดยจะใช้เวลาในการฟักประมาณ 28 วัน พ่อแม่นกทำหน้าที่เลี้ยงลูกอยู่ในรังประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่ลูกนกจะออกมา ใช้ชีวิตรวมกับนกตัวอื่นในฝูง

 

อายุขัย : 

อายุเฉลี่ย 28–44 ปี ทั้งในธรรมชาติและในสวนสัตว์
 

สถานะด้านการอนุรักษ์ :

            องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ( IUCN ) จัดอยู่ในสถานภาพใกล้ถูกคุกคาม ( NT- Near Threatened )

การพัฒนาเมืองและการเกษตรกรรม ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกฟลามิงโก้เล็กลดลง อีกทั้ง มลพิษทางน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การล่าหรือการรบกวนจากมนุษย์ การสูญเสียแหล่งอาหาร โรคและปรสิต ก็ส่งผลกระทบต่อจำนวนประชากรของนกฟลามิงโก้เล็กเช่นกัน

 

เกร็ดความรู้ :

            สีชมพูของขนเกิดจากอาหารที่พวกมันกินเข้าไป อย่างเช่น กุ้ง เพราะในกุ้งมีสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ผสมอยู่ เมื่อนกฟลามิงโก้กินกุ้งเข้าไป ขนของมันจึงเป็นสีชมพู และยิ่งกินกุ้งมากเท่าไหร่ ขนของมันก็จะยิ่งเป็นสีชมพู มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

นกฟลามิงโก้เล็กมีลักษณะภายนอกคล้ายกับนกฟลามิงโก้ใหญ่ คือมีขาและคอที่ยาว ลำตัวมีขนสีชมพู และสีแดงสด แซมที่ปลายปีก ขาและเท้าเป็นสีชมพูเข้ม มีปากสีแดงโค้งลักษณะคล้ายกับช้อน เพื่อใช้สำหรับตักน้ำและอาหารเข้าปาก ปลายปากมีสีดำคล้ำ 

นกฟลามิงโก้เล็กนั้นเป็นสัตว์สังคม ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่นับพันตัว และอาจพบได้มากถึงหลักล้านตัวในหนึ่งฝูง พบได้ตามแหล่งน้ำตื้นที่มีขนาดใหญ่และมีพื้นที่เป็นโคลน หรือตามเกาะกลางทะเลสาบ เช่นเดียวกับนกฟลามิงโก้ใหญ่

นอกจากอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่แล้ว นกฟลามิงโก้เล็กยังเดินทางพร้อมกันเป็นฝูงเพื่อหาอาหารด้วยเช่นกัน เวลากินอาหารจะใช้จะงอยปากจุ่มลงไปในน้ำ และใช้ปากที่มีลักษณะคล้ายตัวกรองในการช้อนเอาอาหารขึ้นมา และแยกน้ำ ออกจากอาหาร โดยนกฟลามิงโก้จะไม่มีฟันเหมือนมนุษย์ แต่จะมีแผ่นขรุขระที่เรียกว่า 'Lamellae' ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฟัน อยู่บริเวณขอบด้านในของจะงอยปาก ซึ่งแผ่นขรุขระนี้เอง ที่ช่วยให้นกฟลามิงโก้กรองอาหารจากน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ลักษณะทางร่างกายและพฤติกรรมของนกฟลามิงโก้เล็ก จะมีความละม้ายคล้ายคลึงกับนกฟลามิงโก้ใหญ่ แต่สิ่งที่แยกพวกมันออกจากกันก็คือขนาดของลำตัวที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยนกฟลามิงโก้ใหญ่ จะมีขนาดความสูงของลำตัวอยู่ที่ประมาณ 80–150 เซนติเมตร แต่นกฟลามิงโก้เล็ก มีขนาดความสูงแค่ประมาณ 90–125 เซนติเมตร เท่านั้น

 

อาหาร : 

            อาหารหลักของนกฟลามิงโก้เล็ก คือพืชหรือสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ลูกกุ้ง แพลงตอน ไรน้ำ รวมถึงสาหร่ายบางชนิด ส่วนในสวนสัตว์นกฟลามิงโก้ใหญ่อาจได้รับอาหารเสริมเพื่อรักษาสุขภาพและสีสันของนกเพิ่มด้วย

 

ถิ่นที่อยู่อาศัย :

            อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ตามแหล่งน้ำที่นิ่งและมีตะกอนมาก เช่น บึงหรือปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นที่สะสมของดิน และอินทรีย์ เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของนกฟลามิงโก้ เพราะมีอาหารเพียงพอ และเหมาะสมที่จะสร้าง รังได้ อย่างปลอดภัย โดยจะพบได้ทางตอนใต้และตะวันออกของทวีปแอฟริกา มาดากัสกา และทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของอินเดีย

 

การขยายพันธุ์ : 

ตัวเมียจะใช้ดินโคลนในการทำรัง โดยทำรังบริเวณพื้นดิน และวางไข่ครั้งละ 1 ฟอง ตัวผู้และตัวเมียช่วยกันฟักไข่ โดยจะใช้เวลาในการฟักประมาณ 28 วัน พ่อแม่นกทำหน้าที่เลี้ยงลูกอยู่ในรังประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่ลูกนกจะออกมา ใช้ชีวิตรวมกับนกตัวอื่นในฝูง

 

อายุขัย : 

อายุเฉลี่ย 28–44 ปี ทั้งในธรรมชาติและในสวนสัตว์
 

สถานะด้านการอนุรักษ์ :

            องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ( IUCN ) จัดอยู่ในสถานภาพใกล้ถูกคุกคาม ( NT- Near Threatened )

การพัฒนาเมืองและการเกษตรกรรม ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกฟลามิงโก้เล็กลดลง อีกทั้ง มลพิษทางน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การล่าหรือการรบกวนจากมนุษย์ การสูญเสียแหล่งอาหาร โรคและปรสิต ก็ส่งผลกระทบต่อจำนวนประชากรของนกฟลามิงโก้เล็กเช่นกัน

 

เกร็ดความรู้ :

            สีชมพูของขนเกิดจากอาหารที่พวกมันกินเข้าไป อย่างเช่น กุ้ง เพราะในกุ้งมีสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ผสมอยู่ เมื่อนกฟลามิงโก้กินกุ้งเข้าไป ขนของมันจึงเป็นสีชมพู และยิ่งกินกุ้งมากเท่าไหร่ ขนของมันก็จะยิ่งเป็นสีชมพู มากยิ่งขึ้นเท่านั้น


accessibility-icon